การทำเด็กหลอดแก้ว

การปฏิสนธินอกร่างกายIVFหรือที่เรียกว่าเด็กหลอดแก้ว เป็นเทคโนโลยีที่ใช้มานานเกินกว่า30ปี ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 1970 ถึงปัจจุบัน และเป็นวิทยาการที่ได้ช่วยให้ผู้มีบุตรยากจำนวนนับล้านคนได้สมหวังในการมีบุตร

 

การทำเด็กหลอดแก้วในระยะแรกจะเพียงแค่เก็บอสุจิของฝ่ายชายและเซลล์ไข่ของฝ่ายหญิงและนำไปปฏิสนธิในห้องปฏิบัติการและย้ายกลับสู่โพรงมดลูกของฝ่ายหญิง อย่างไรก็ตามในขั้นตอนการปฏิสนธิจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่และอสุจิ ดังนั้นอัตราความสำเร็จโดยเฉลี่ยจึงไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไหร่นัก

 

เนื่องจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการปฏิสนธิโดยฉีดอสุจิเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรง(ICSI)คือการคัดเลือกอสุจิที่มีคุณภาพดีเพียงตัวเดียวฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่โดยตรงซึ่งวิธีนี้ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จได้เป็นอย่างดี

 

และเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดได้แก่ เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรม (NGS) และการตรวจวินิจฉัย/การตรวจคัดกรองทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนการย้ายตัวอ่อนสู่โพรงมดลูกPGD/PGSที่สามารถเพิ่มอัตราการฝังตัวของตัวอ่อนได้อย่างมาก ลดโอกาสในการแท้งบุตร ทำให้อัตราการตั้งครรภ์สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันก็สามารถมั่นใจได้ว่าทารกน้อยจะไม่ได้รับความเสี่ยงจากโรคทางพันธุกรรมและความพิการโดยกำเนิด

 

ขั้นตอนการรักษาโดยวิธีเด็กหลอดแก้วจะเริ่มจากขั้นตอนที่แพทย์ทำการกระตุ้นไข่ด้วยยาและจบที่การย้ายตัวอ่อนกลับสู่มดลูกและตรวจการตั้งครรภ์

 

ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้วขึ้นอยู่กับประเภทของยาที่ใช้และเวลาในการใช้ยาแบ่งออกเป็นสองลักษณะได้แก่การรักษาระยะยาวและระยะสั้น(Long Protocol and short Protocol) การรักษาระยะยาวจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ส่วนการรักษาระยะสั้นโดยใช้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใช้เวลาในการรักษาประมาณ 2-3 สัปดาห์เท่านั้น  อีกทั้งการรักษาระยะสั้นมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของคนไข้น้อยกว่าแบบระยะยาว จึงทำให้เป็นวิธีที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

 

ภาพขั้นตอนการรักษา:

 

1. ขั้นตอนเริ่มต้น

 

กรุณาเดินทางมายังคลินิกทันทีหลังจากประจำเดือนมาวันแรก

 

2. การตรวจครั้งที่ 1ปรึกษาแพทย์และกระตุ้นไข่

 

เดินทางมายังกรุงเทพฯก่อนพบแพทย์1คืน เช้าวันรุ่งขึ้นจึงมาพบแพย์ตามเวลานัดและทำการตรวจ ซึ่งพยาบาลจะเป็นผู้ทำการตรวจเบื้องตั้นอันได้แก่ ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต และสอบถามประวัติการแพ้ยาเป็นต้น ขณะเดียวกันจะให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้วพร้อมตอบคำถามไขข้อสงสัยให้กับคนไข้

 

โครงสร้างการตรวจโดยแพทย์:

 

การตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง(Ultrasound) – ทำอัลตราซาวด์เพื่อตรวจประเมินโพรงมดลูกและการเจริญเติบโตของฟองไข่ในรังไข่ทั้งสองข้าง

 

การตรวจเลือด – เจาะเลือดเพื่อตรวจวัดระดับฮอร์โมน Progesterone และEstradiolหรือE2นอกจากนี้ยังมีการตรวจโรคติดเชื้อต่างๆเช่นโรคเอดส์ โรคตับอักเสบเอ โรคตับอักเสบีเป็นต้น

 

การตรวจค่าAMH  PRL  TSH  Antiphospholipid Karyotype – แพทย์จะดูผลตรวจแต่ละตัวเพื่อคำนวณปริมาณการใช้ยากระตุ้นรังไข่ที่เหมาะสมกับคนไข้

 

เมื่อเสร็จสิ้นการตรวจด้วยแพทย์ พยาบาลจะป็นผู้สอนการฉีดยากระตุ้นรังไข่ จากนั้นคนไข้จะต้องฉีดยาที่บริเวณหน้าท้อง (บริเวณชั้นไขมัน) เป็นเวลา 7-8 วันติดต่อกัน ซึ่งควรฉีดในช่วงเวลาเดิมทุกวันและการฉีดในแต่ละครั้งไม่ควรห่างจากเวลาเดิมเกิน 2 ชั่วโมง หากคนไข้ฉีดยาจนชำนาญแล้วก็สามารถฉีดด้วยตนเองได้เลย

 

3.การตรวจครั้งที่ 2

 

นับตั้งแต่เริ่มทำการรักษาจนถึงวันที่ 5 ของการฉีดยากระตุ้น คนไข้จะต้องกลับมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อทำการตรวจเลือด อัลตราซาวน์ดูขนาดฟองไข่และดูความหนาของผนังมดลูก เมื่อแพทย์ดูผลการตรวจทั้งหมดแล้วจะทำการปรับเปลี่ยนปริมาณยากระตุ้นรังไข่อีกครั้งหากมีความจำเป็นเพื่อการรักษาที่ต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

 

4.การตรวจครั้งที่ 3/4 และการติดตามการรักษา

 

นับตั้งแต่เริ่มทำการรักษาจนถึงวันที่ 8 ของการฉีดยากระตุ้น คนไข้จะต้องกลับมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อทำการตรวจฮอร์โมนเพศและอัลตราซาวน์ดูขนาดฟองไข่ ซึ่งถ้าไข่มีขนาดถึง 13 มิลลิเมตรขึ้นไปจะต้องได้รับการฉีดยาป้องกันไข่ตก เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่ตกก่อนกำหนด แต่ถ้าหากขนาดฟองไข่ใหญ่ถึง 17 มิลลิเมตรจะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์คือการฉีดยาให้ไข่ตก (Trigger shot)ในเวลาที่แพทย์กำหนดเพื่อเตรียมตัวสำหรับการเก็บไข่

 

 

ขณะเดียวกันคู่สมรสฝ่ายชายจะต้องมาถึงกรุงเทพฯก่อนวันเก็บไข่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บเสปิร์ม

 

5.การเก็บไข่และเก็บเสปิร์ม

 

ภายใน 36 ชั่วโมงหลังฉีดยาให้ไข่ตก(Trigger shot)จะต้องทำการเก็บไข่ซึ่งก่อนการเก็บไข่8 ชั่วโมงคนไข้จะต้องงดน้ำงดอาหาร

 

การเก็บไข่คือการทำหัตถการโดยการให้ยาสลบ (ระงับความรู้สึก) ซึ่งแพทย์จะเก็บไข่โดยใช้เข็มดูดเซลล์ไข่ออกมาจากรังไข่ร่วมกับการใช้เครื่องอัลตราซาวน์ผ่านทางช่องคลอด และไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเก็บไข่คนไข้จะต้องพักผ่อนและดูแลร่างกายให้ดีเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่พร้อมที่สุด หลังการเก็บไข่ต้องพักฟื้นที่สถานพยาบาลเพื่อสังเกตุอาการเป็นเวลา 2-4 ชั่วโมง

 

ในวันเก็บไข่คู่สมรสฝ่ายชายจะต้องเก็บอสุจิโดยการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง และก่อนการเก็บเสปิร์มควรงดหลั่งน้ำอสุจิอย่างน้อย 2-3 วัน หรือไม่ควรงดหลั่งเกิน 7 วัน 

แต่ถ้าหากในวันนั้นไม่สามารถจะเก็บอสุจิได้ ก็สามารถใช้วิธีการแช่แข็งอสุจิไว้เป็นทางเลือกได้เช่นกัน

 

และในวันเดียวกันนั้นจะนำไข่และอสุจิที่เก็บได้ไปปฏิสนธิภายในห้องปฏิบัติการ

 

ผลการปฏิสนธิ

 

หลังจากเก็บไข่ 1 วันจะแจ้งผลการปฏิสนธิว่าได้จำนวนตัวอ่อนทั้งหมดเท่าไร

 

6.การย้ายตัวอ่อน

 

คนไข้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้ตัวอ่อนรอบสดหรือตัวอ่อนแช่แข็งในการย้ายเข้าโพรงมดลูกโดยพิจารณาจากสภาพร่างกายและความต้องการของคนไข้เอง

 

การย้ายตัวอ่อนรอบสด-

 

หากท่านที่เลือกย้ายตัวอ่อนในรอบสดและต้องการตรวจNGS และPGDจำเป็นจะต้องใช้บริการตรวจแบบ Fast servicesซึ่งจะได้ผลตรวจภายใน 4 ชั่วโมงเพื่อจะได้ไม่พลาดโอกาสในการย้ายตัวอ่อนรอบสด เทคโนโลยีNGS และPGDสามารถคัดกรองตัวอ่อนที่มีโรคทางพันธุกรรมและตัวอ่อนที่มีโครโมโซมิดปกติได้ จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคทางพันธุกรรมและความพิการโดยกำเนิดที่จะเกิดกับรุ่นลูกรุ่นหลานของท่านได้

 

เมื่อตัวอ่อนพัฒนาไปจนถึงระยะบลาสโตซิสก็จะสามารถย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกได้ (1-2 ตัว) การย้ายตัวอ่อนถือว่าเป็นหัตถการขนาดเล็กจึงไม่จำเป็นต้องใช้ยาสลบและใช้เวลาประมาน 20 นาทีเท่านั้น หลังจากย้ายตัวอ่อนจะต้องนอนพักสังเกตุอาการณ์ที่คลินิกประมาน 1-2 ชั่วโมง

 

หลังจากใส่ตัวอ่อนประมาน1สัปดาห์จะเป็นระยะหลังไข่ตกซึ่งตัวอ่อนจะฝังตัวในระยะนี้ ท่านจะต้องระวังเรื่องการพักผ่อน งดออกกำลังกายและงดมีเพศสัมพันธ์เพราะจะส่งผลต่อการฝังตัวของตัวอ่อน รอไปจนถึงวันที่ 7- 8 ก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้ทันที หากผลตรวจยืนยันว่าตั้งครรภ์แพทย์ก็จะออกใบสั่งยาป้องกันการแท้งให้กับท่านจากนั้นจึงสามารถกลับที่พักของท่านได้ และไปตรวจครรภ์ตามที่แพทย์แนะนำให้ตรงเวลา

 

การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็ง

 

เมื่อท่านได้พักหลังจากเก็บไข่ 1 วันก็สามารถเดินทางกลับประเทศของท่านได้เลย หลังจากนั้นควรพักผ่อนเพื่อปรับสมดุลร่างกายประมาณ 1-2 เดือนแล้วค่อยกลับมาย้ายตัวอ่อนที่กรุงเทพมหานครฯซึ่งใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 5 วัน

 

การย้ายตัวอ่อนรอบแช่แข็งมี 2 วิธี:

 

  • การย้ายในรอบประจำเดือนตามธรรมชาติ
  • การย้ายในรอบประจำเดือนที่ใช้ยากระตุ้น

 

  1. การย้ายในรอบประจำเดือนตามธรรมชาติ

 

หลังจากประจำเดือนมา12-15 วัน (นับจากประจำเดือนมาวันแรกเป็นวันที่1) ท่านจะต้องไปตรวจเลือดและตรวจอัลตราซาวน์ เพื่อยืนยันเวลาไข่ตก จากนั้นก็วางแผนและเตรียมตัวสำหรับการย้ายตัวอ่อนได้เลย

 

สามารถย้ายตัวอ่อนได้หลังจากไข่ตก 5 วันแล้วรอวันเพื่อตรวจการตั้งครรภ์

 

  1. การย้ายในรอบประจำเดือนที่ใช้ยากระตุ้น

 

กรุณาแจ้งทางคลินิกเมื่อประจำเดือนมาเป็นครั้งแรกหลังการเก็บไข่แพทย์จะจ่ายยาฮอร์โมนตามสภาพร่างกายของคนไข้แต่ละคนและจะต้องทานยาให้ตรงเวลาตามคำแนะนำของแพทย์และไปยังสถาณพยาบาลใกล้บ้านเพื่อตรวจความหนาของเยื่อบุโพรงมดลูก ระดับโปรเจสเตอร์โรนและE2 เป็นต้น

 

เมื่อผลตรวจถึงตามมาตราฐานที่กำหนดไว้จึง จะสามารถเริ่มใช้ยาสอดโปรเจสเตอโรนตามคำแนะนำของแพทย์ได้ขณะเดียวกันก็จะสามารถกำหนดวันย้ายตัวอ่อนและวางแผนการเดินทางมายังคลินิกได้อย่างถูกต้อง หลังย้ายตัวอ่อน2-3ชม.ก็สามารถเดินทางกลับบ้านได้ 7 – 10 วันก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้

 

ไม่ว่าท่านจะเลือกการย้ายตัวอ่อนในรอบประจำเดือนตามธรรมชาติหรือในรอบประจำเดือนที่ใช้ยากระตุ้นท่านก็ควรพักผ่อนผ่อนให้เพียงและเลือกรัปประทานอาหารที่มีประโยชน์

 

7.ระยะหลังไข่ตก

 

 

หลังการย้ายตัวอ่อนหนึ่งสัปดาห์แรกจะเรียกว่า”ระยะหลังไข่ตก” ซึ่งตัวอ่อนระยะบลาสซิสท์จะฝังตัวในโพรงมดลูกในระยะนี้ท่านจะต้องพักผ่อนให้มากๆ และงดเว้นจากการออกแรงและออกกำลังกายหนักๆและการมีเพศสัมพันธ์

 

หลังจากย้ายตัวอ่อนประมาณ 10 วันก็สามารถตรวจการตั้งครรภ์ได้  ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้สั่งจ่ายยาป้องการการแท้งบุตรให้กับท่าน หลังจากนั้นจึงสามารถเดินทางกลับประเทศของท่านได้

PGD / PGS เป็นนวัตกรรมการวินิจฉัยเด็กหลอดเเก้วอันดับต้นๆ PGD ​​ใช้สำหรับการตรวจวินิจฉัยตัวอ่อนทางพันธุกรรม  PGS ในระหว่างการปลูกถ่ายสามารถตรวจสอบความผิดปกติของโครโมโซมได้

 

การตรวจวินิจฉัยทางพันธุกรรม ( PGD) ใช้ในการวินิจฉัยโรคยีนส์เดี่ยวที่มีความผิดปกติ โดยมีข้อดีของการตรวจคัดกรองคือสามารถหลีกเลี่ยงยีนส์ที่มีโรคทางพันธุกรรมได้ การตรวจคัดกรองโครโมโซมที่มีความผิดปกติ (PGS) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดคือ (NGS) เพื่อตรวจคัดกรองความผิดปกติโครโมโซมทั้ง23 คู่

 

บุคคลที่มีประวัติครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรมหรือบุคคลที่เป็นพาหะนำโรค  การตรวจแบบPGD (การตรวจคัดกรองก่อนย้ายตัวอ่อน) เพื่อหลีกเลี่ยงบุตรหลานของตนเองมีโรคติดต่อทางพันธุกรรม เช่น โรคทาลัสซิเมีย โรคซิสติกไฟโบรซิส  โรคกล้ามเนื้อฝ่อจากไขมันสันหลัง โรคเทย์แซกส์ และอาการผิดปกติต่างๆของโครโมโซม X

 

PGSการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมของตัวอ่อน เพื่อคอนเฟิร์มว่าตัวอ่อนมีโครโมโซมทั้ง 23 คู่ เป็นโครโมโซมที่ปกติ ซึ่งทั้งหมดนี้รวมถึงโครโมโซมเพศ คือ โครโมโซมXและ Yการตรวจนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดปกติของโครโมโซมที่เรียกว่า แอนูพลอยดี

 

ข้อดีของPGD/PGS

 

การวินิจฉัยยีนส์แบบPGDคือการเลือกตัวอ่อนที่ไม่มีโรคใดๆย้ายกลับสู่โพรงมดลูก

  • หลีกเลี่ยงการทำแท้ง
  • ลดอัตราการถ่ายทอดโรคทางพันธุกรรม อธิเช่น โรคทาลัสซิเมีย โรคโลหิตจาง ซิสติก ไฟโบรซิสและโรคต่างๆ

 

การตรวจคัดกรองยีนส์แบบPGS: การตรวจคัดกรองตัวอ่อนที่เป็นโครโมโซมปกติที่จะนำไปฝังตัวในมดลูกมีข้อดี ดังนี้

 

  • เพิ่มอัตราการตั้งครรภ์ของสตรีที่มีภาวะการตั้งครรภ์ล้มเหลว
  • ลดอัตราการแท้งซ้ำซ้อน
  • ลดความผิดปกติเเละความบกพร่องส่วนต่างๆของร่างกาย
  • การย้ายตัวอ่อนที่ปกติ1ตัวจะช่วยลดอัตราการแท้งได้ดี
  • เพิ่มโอกาสให้ทารกมีความสมบูรณ์แข็งแรง

 

ความแม่นยำในการตรวจโครโมโซม

 

หากตัวอ่อนมีความผิดปกติของโครโมโซม  ย้ายกลับสู่โพรงมดลูกไปก็อาจจะไม่ฝังตัว บางครั้งอาจจะแท้งเองโดยธรรมชาติ หรืออาจจะแท้งเนื่องจากผลโครโมโซมมีความผิดปกติอธิเช่นโรคดาวน์ซินโดรม โครโมโซมคู่ที่21เกินมา1แท่ง เนื่องจากรังไข่มีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ (โรคเทอร์เนอร์) ซึ่งผู้ป่วยเพศหญิงมีโครโมโซม X หายไปในบางเซลล์ของร่างกาย

 

ขั้นตอนของPGD/PGS

 

ตัวอ่อนที่เลี้ยงไว้เมื่อถึงวันที่3 นักวิทยศาสตร์จะทำการดูดเซลล์เพื่อมาตรวจเเละจะทำการตรวจอีกครั้งเมื่อเลี้ยงตัวอ่อนถึงวันที่ 5  (ระยะบลาสโตซิสต์)ในระหว่างการวิเคราะห์ตัวอ่อนก็ยังคงอยู่ที่ห้องเลี้ยงตัวอ่อน ผลการวิเคราะห์จะออกภายใน4ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน ตัวอ่อนที่ผลปกติก็สามารถทำการย้ายหรือเเช่เเข็งไว้ได้เลย

 

ขั้นตอนของPGS

 

  1. ดูดเซลล์ไปเพียงเล็กน้อยเพื่อนำไปวิเคราะห์ตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสต์
  2. ขั้นตอนการดูดเซลล์ออกมาวิเคราะห์  ก็คือหนึ่งในขั้นตอนของการทำเด็กหลอดเเก้ว เมื่อวิเคราะห์เสร็จจึงส่งต่อห้องปฏิบัติการพร้อมส่งตรวจ(NGS)
  3. การวิเคราะห์เซลล์ก็เพื่อจะคอนเฟิร์มคุณภาพเเละมาตรฐานของโครโมโซมทั้ง23คู่
  4. อ้างตามผลตรวจนักวิทยาศาสตร์คือผู้ตัดสินใจว่าตัวอ่อนตัวใดสามารถย้ายได้บ้าง

 

PGD/PGSเหมาะสำหรับผู้ป่วยประเภทใด

 

ผู้รับบริการประเภทPGDรวมถึงบุคคลที่มีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของยีนส์/โครโมโซมเเละผู้ที่เป็นพาหะ

NGS PGDคือนวัตกรรมล่าสุด  สำหรับบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวควรรักษาเเบบ PGS

  • ผู้หญิงอายุ 38ปีขึ้นไป
  • ผู้หญิงที่เเท้งง่าย
  • การตั้งครรภ์ล้มเหลวหลายครั้ง
  • ภาวะมีบุตรยาก

Overview

 

Next Generation Sequencing (NGS) is used as a part of in vitro fertilization and provides comprehensive information concerning embryo’s DNA for diseases or genetic mutations. It provides physicians with a unique opportunity to help couples who are exposed to an increased risk of genetic abnormalities in the foetus. This is the first solution of this kind in the world.

 

Innovative possibilities of the NGS method in preimplantation genetic diagnosis

 

  • High accuracy in research
    • Accuracy of research: analysis of all 24 chromosomes at the same time shows an accuracy of more than 99.9% (higher accuracy if compared to the aCGH method).
    • Sensitivity research: direct reading (decoding) of the genetic information encoded in the DNA of the embryo.
  • Greater possibilities for the analysis of the embryo’s genome – the possibility of combining the research of chromosomal and monogenic diseases in a single analysis.
  • Safety of the embryo – only one embryo biopsy for the diagnosis of chromosomal and monogenic diseases.
  • Greater automation of the process – avoiding any mistakes from the moment of receiving material from the embryo.

 

Benefits of the NGS method in preimplantation genetic diagnosis

 

  • Analysis of all 24 chromosomes simultaneously with the highest accuracy compared to other methods.
  • Increasing of accuracy for the diagnosis of mosaic aneuploidies.
  • Possibility to distinguish a balanced set of chromosomes from a normal one.
  • Possibility to detect uniparental disomy (by analysis of samples of the parents).
  • Identification of haploid and triploid.
  • Possibility to identify the micro and macro rearrangements (5 bp).
  • Simultaneous diagnosis of chromosomal and monogenic diseases as well as other mutations.
  • Prospect of excluding a variety of pathogenic mutations in the future of the children, including screening couples with infertility, sperm and oocyte donors, and possibly even all people (for example cystic fibrosis, autism, intellectual disabilities, spinal-muscular atrophy, etc. to infinity).
  • The tendency in the long term to reduce the cost, repeating in the approximation the law of Murr for semiconductors.

Vitrification

 

In the fertility world, vitrification is used for cryopreservation of eggs, embryos, and sperm. Generally speaking, vitrification is a method of transforming something into a glass-like substance.

 

The word “vitrification” comes from the Latin term for glass, vitrum. Vitrification is the process of freezing so rapidly that that the water molecules don’t have time to form ice crystals, and instead instantaneously solidify into a glass-like structure. It’s a much more complicated practice than previous “slow freezing” methods, and it has yielded good results. Currently, pregnancy success rates from vitrification are comparable to fresh IVF cycles.  

 

Vitrification uses an extremely quick freezing rate (approximately 15,000°C/min) for near-instantaneous freezing. Furthermore, vitrification suspends cryopreserved samples in a crystalline lattice structure that does not have ice crystal formation as a side effect. Many studies have shown very minimal damage that is caused as a result of any vitrification process. Additionally, vitrification technology allows specimens to be stored indefinitely, with little or no negative impact on the length of time the sample is stored. Vitrification has shown extremely encouraging results.

 

For further information about Vitrification, please click HERE

 

Oocyte cryopreservation (Egg Freezing)

 

Human oocyte cryopreservation (Egg Freezing) is a procedure to preserve a woman’s eggs (oocytes). This technique was mainly developed to enable women who, due to studies or any other complication can´t deal with pregnancy during their most fertile years, to postpone their maternity until their personal situation is the right to form a family. Several studies have proven that most infertility problems are due to germ cell deterioration related to aging. Surprisingly, the uterus remains completely functional in most elderly women. This implies that the factor which needs to be preserved are the woman’s eggs. The eggs are extracted, frozen and stored. The intention of the procedure is that, in the future, the woman may choose to have the eggs thawed, fertilized, and transferred to the uterus as embryos to facilitate a pregnancy. The procedure’s success rate (being the chances of a live birth using frozen eggs) varies depending on the age of the woman, and range from 14.8 percent (if the eggs were extracted when the woman was 40) to 31.5 percent (if the eggs were extracted when the woman was 25).

 

For further information about Oocyte cryopreservation (Egg Freezing), please click HERE

 

Semen cryopreservation (Sperm Freezing)

 

Semen cryopreservation (Sperm Freezing) is a procedure to preserve sperm cells. Semen can be used successfully indefinitely after cryopreservation. For human sperm, the longest reported successful storage is 24 years.

 

It could be used for preserving patient’s fertility undergoing vasectomy or treatments that may compromise their fertility, such as chemotherapy, radiation therapy or surgery.

 

For further information about Semen cryopreservation (Sperm Freezing),

 

please click HERE

 

Embryo cryopreservation (Embryo Freezing)

 

Embryo cryopreservation is useful for leftover embryos after a cycle of in vitro fertilisation, as patients who fail to conceive may become pregnant using such embryos without having to go through a full IVF cycle. Or, if pregnancy occurred, they could return later for another pregnancy.

 

The main techniques used for embryo cryopreservation are vitrification versus slow programmable freezing (SPF). Studies indicate that vitrification is superior or equal to SPF in terms of survival and implantation rates. Vitrification appears to result in decreased risk of DNA damage than slow freezing.

 

For further information about Embryo cryopreservation (Embryo Freezing), please click HERE